วันพุธที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕

จากครั้งแรกที่ได้เจอจนวันสุดท้าย... หญิงสาวผู้นั้น

ตั้งแต่ ปี 2 ชีวิตผมก็ได้พบการความเปลี่ยนแปลงเมื่อพบกับหญิงสาวในภาคคนหนึ่ง แรก ๆ ที่ผม เห็นหญิงสาวคนนั้น ผมสังเกตุเห็นว่าหญิงสาวคนนั้นคุยไม่เก่ง เงียบ ๆ กลับบ้านเร็วไม่ค่อยสุงสิงกับเพื่อนสักเท่าไหร่ เกือบทุก ๆ คาบที่เข้าเรียนหญิงสาวคนนั้นจะนั่งอยู่ด้านหลังห้องเสมอ ด้วยความที่ห้องเรียนเป็นห้องสโลป วันที่เข้าไปนั่งเรียนผมก็ได้แต่แอบทำท่าเป็นหันขึ้นไปคุยกับเพื่อนข้างบน แต่จริง ๆ แล้วตาของผมก็แอบชำเลืองไปมองเป็นประจำ แถมทุก ๆ ครั้งที่เพื่อน ๆ คุยกันผมก็ชอบยืนอยู่ห่าง ๆ ในมุมที่สามารถเห็นหญิงสาวคนนั้นคุยและยิ้มอย่างสนุกสนานกับเพื่อน ๆ

ท่าทีของหญิงสาวคนนั้นช่างน่ารักเหลือคำบรรยายจริง ๆ เวลาที่เธอกึกกักเหมือนนึกคำไม่ออกช่างน่ารักเสียนี่กะไร คุณจะหาว่าผมโรคจิตก็ได้นะ แต่ท่าทางตอนโกรธและงอน เสมือนออดอ้อนของหญิงสาวคนนั้นช่างเรียกให้ความรู้สึกที่แข็งกร้าวของผม อ่อนลงยวบยาบเปรียบเสมือนดินน้ำมันที่นำไปอบไมโครเวฟซะจริง ๆ และครั้งที่มีอานุภาพรุนแรกที่สุดจนต้องนึกถึงไปอาทิตย์นึงเต็ม ๆ เลยคือตอนปี 4 ที่ผมได้เห็นเธอใส่แว่นมาครั้งแรก แทบจะทำให้ผมทนไม่ไหวกับความน่ารักจนเข่าอ่อนเกือบจะทรุดลงไปกับพื้นใต้ภาควิชาตรงนั้นเลยทีเดียว

แต่ตอน ปี 2 ก่อนจบภาคต้น ความน่ารักของหญิงสาวคนนั้นทำให้ผมยิ่งชอบแกล้งเธอ แต่ด้วยนิสัยเสียของผมทำให้ผมเริ่ม แกล้งเธอมาขึ้นเรื่อย ๆ กว่าจะรู้ตัวอีกที ผมก็ทำให้เธอโกรธผมเสียแล้ว ยิ่งผนวกกับนิสัยเสียที่แย่สุด ๆ ของผมอีกอย่างคือผมไม่ง้อใคร นั่นแหละครับที่ทำให้ความเป็นเพื่อนของผมและเธอย่ำแย่ลงจนถึงทุกวันนี้

น้ำเสียงที่ออดอ้อน ท่าทางอันน่ารัก การแสดงอารมณ์ทางสีหน้าที่ไม่ว่ายังไงก็ดูออก ยิ่งเสริมให้หญิงสาวคนนั้นไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ยังคงน่ารักมากอย่างไร้ที่ติในสายตาของผม เธอคนนี้ทำให้ผมรู้จักนิยามของคำว่า ความรัก ของผม "ความรักไม่ใช่การได้เป็นเจ้าของ แต่เป็นการใช้เหตุและผลในการทำให้เขามีความสุข" ผมตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็จะไม่จีบเพราะนิสัยเสียของผมมีผลโดยตรงกับเธอ ถึงช่วงโปรโมชั่นจะดีอย่างไร แต่เมื่อระยะยาวเธอคงไม่มีความสุขแน่นอน ถึงตอนนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าให้ความรักของผมช่วยเกื้อหนุนให้หญิงสาวคนนั้นได้พบเจอกับผู้ชายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับชีวิตทั้งชีวิตของเธอ

หลังจากนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะต้องเปลียนแปลงไปตามเวลา ต่างคนต่างมีงานที่ตนเองถนัด นั่นก็คงทำให้ผมไม่ได้พบหน้าเธออีกแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในช่วงชีวิต ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ความน่ารักของหญิงสาวคนนั้นจะยังคงเป็นความทรงจำดี ๆ ในความเซล์สมองของผมตลอดไป

ขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้ผมได้มาเรียนในสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้และได้เจอผู้หญิงแสนน่ารักแบบเธอ

วันจันทร์ที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕

2013 Mercedes-Benz E-Class มาพร้อมกับระบบการสื่อสารระหว่างยานพาหนะ

และแล้วรถยนต์คันแรกที่ผลิตใช้งานจริงบนถนนสาธารณะ ซึ่งสามารถซื้อหามาใช้ได้ก็มีการติดตั้งระบบการสื่อสารระหว่างยานพาหนะ (Vehicle-to-Vehicle Communication System) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับบางรุ่นมาแล้ว

คุณลักษณะทางสถาปัตยกรรมอ้างอิงจากหลักการคิดของกลุ่ม CAR 2 CAR Communication Consortium ซึ่งมีชื่อระบบว่า Car 2 X Communication System

ขอมูลที่ได้ยังมีรายละเอียดไม่มาก ต้องติดตามกันต่อไป

หากจะถามว่าระบบการสื่อสารระหว่างยานพาหนะดีอย่างไร ?
คำตอบแรกสุดแบบชาวบ้านที่สุดก็คือสามารถช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
คำตอบต่อมาคือสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน


หากสนใจในตัวระบบ แนะนำให้เข้าไป Download Manifesto และค้นหารายละเอียดของกลุ่ม CAR 2 CAR Communication Consortium  กันได้ที่นี่เลย http://www.car-to-car.org/

วันศุกร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔

การต่อสู้สำหรับสงครามร​ถยนต์นั่งส่วนบุคคลบนโลกใบน


แนวทางในการต่อสู้สำหรับสงครามร​ถยนต์นั่งส่วนบุคคลบนโลกใบนี้แบ​่งเป็นสองพวก คือ ฝ่ายญี่ปุ่น (ไม่รวมมาสด้า) และฝั่งโลกตะวันตก

ฝ่ายญี่ปุ่นนำทีมด้วย Toyota 
มาด้วยด้วย HSD (Hybrid Synergy Drive) หรือการพ่วงมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับ​เครื่องยนต์ด้วยอาจถึงขั้นดับเค​รื่องยนต์แล้วใช้มอเตอร์วิ่งอย่​างเดียวเลยก็มี

ตามด้วย Honda
ที่มาพร้อมกับ IMA (Integrated Motor Assist) ซึ่งไม่ได้ช่วยกันเต็ม ๆ แบบของ Toyota แต่จะทำงานไปกับเครื่องเพื่อลดภ​าระ (load) ของเครื่องเพื่อไม่ให้บริโภคเชื​้อเพลิงมากเกินไป

ตามห่าง ๆ ด้วย Nissan 
ที่ทำ Hybrid กับระบบส่งกำลังคลัชคู่ !!! ต่างจาก 2 ค่ายบนที่ทำบน CVT แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเปิดเผย​มากมาย

แต่โดยรวมแล้วเทคโนโลยีมากสุดที​่ใช้ก็มีแค่ ระบบฉีดเชื้อเพลิงตรงเข้าห้องเผ​าไหม้ (Direct Injection) ดีกว่านั้นหน่อยคือระบบมอเตอร์ช​่วยกดวาล์ว (Valvematic) ของ Toyota เท่านั้นเอง

ฝั่งโลกตะวันตกเป็นอะไรที่เทคโน​โลยีเจริญก้าวหน้ามาก ๆ ในด้านการลดปริมาตรกระบอกสูบแต่​พลังกำลังดีกว่าเดิมหรือเท่าเดิ​ม และอ่านไปเรื่อย ๆ จะรู้เองว่า ทำไมผมถึงแยก Mazda มาอยู่ในกลุ่มนี้

เรื่องด้วยเจ้าใหญ่ของเราเลย Volkswagen Group (Volkswagen, Seat และ Skoda) 
เปิดความแรงสะใจด้วยกันเครื่องย​นต์ Twincharger (Turbocharger+Supercharger) เป็นการนำข้อดีของระบบอัดอากาศท​ั้ง 2 แบบมาผสานกันเพื่อให้ได้แรงบิดข​องเครื่องยนต์ที่ต่อเนื่องเป็นผลให​้อัตราการบริโภคเชื้อเพลิงน้อยล​งอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งมีการงัดนวตกรรมส่วนอื่น​ ๆ ที่ไม่ใช่เครื่องยนต์มาต่อสู้ด้​วย นั่นคือ BlueMotion ที่มีหลักการสำคัญ ๆ อยู่คือ ลดความฝืดในการหมุน หลักอากาศพลศาสตร์ หยุดเครื่องเมื่อไม่จำเป็นและนำ​กำลังสูญเสียที่เกิดจากส่วนต่อพ​่วงของเครื่องยนต์ เช่น เครื่องปั่นไฟ เป็นต้น

PSA Group (Peugeot และ Citroen)
ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรมากมายนอกจา​กใช้ Turbocharger แรงดันสูง ๆ เพื่อมาดึงพลังจากเครื่องเล็ก ๆ ดูธรรมดาแต่ใช้ประโยชน์ได้ดีนะ รวมทั้งเครื่องยนต์ดีเซลตระกูล FAP เน้นการกรองสสารที่ไม่จำเป็นออก​จากเชื้อเพลิงและลดปริมาณสสารที​่จะถูกปล่อยออกมาทางท่อไอเสียเพ​ื่อลดมลพิษอีกด้วย

BMW
จะคล้าย ๆ กับ Volkswagen โดยมีการ ลดความฝืดในการหมุน หยุดเครื่องเมื่อไม่จำเป็น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลักอา​กาศพลศาสตร์ที่ BMW ให้ความสำคัญมาก (จริง ๆ แล้ว BMW ก็มีความร่วมมือกับการพัฒนากับ PSA Group ไม่น้อย ทำให้ทั้ง 2 ค่ายมีเทคโนโลยีเครื่องยนต์ไม่ต​่างกันมากเท่าไหร่) แถมให้อีกนิดที่ทำมาพร้อม ๆ กับ Daimler AG คือการใช้ Twinturbo

Fiat SPA (Fiat, Alfa Romeo และ Lancia) ไม่รวมจากฝ่าย Chrysler
ข้อมูลเบาบางมาก ขนาดในเว็บหลักเองยังไม่ค่อยมี จะมีที่น่าสนใจคือเครื่อง 875cc turbochared twinair ที่พึ่งได้รางวัล Engine of the year 2011 มาหมาด ๆ

Ford
ด้วยเครื่องยนต์ Ford เคยใช้เครื่องของ PSA Group มาแล้วจึงมีแนวทางที่คล้าย ๆ กันคือการใช้ Turbocharger แรงดันสูง ๆ และระบบฉีดเชื้อเพลิงเข้าห้องเผ​าไหม้ คล้าย

ปิดท้ายด้วยยี่ห้อที่นำด้านเทคโ​นโลยีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว Mazda คำถามคือ ทำไมถึงมาอยู่กับพวกนี้ล่ะ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเคยถูก Ford ซื้อไปด้วย แต่สิ่งที่แยกคือ "มันไม่ได้ใช้ Hybrid เป็นหลัก" แต่มาทั้งคัน กล่าวคือ Mazda ไม่ได้สนแค่ว่าจะทำเครื่องยนต์ใ​ห้ดีอย่างไร แต่สนใจว่า จะทำรถทั้งคันให้ดีอย่างไร ตั้งแต่โครงสร้างตัวถัง เครื่องยนต์ ยันระบบส่งกำลัง ทั้ง ๆ ที่ Mazda โดน Ford ซื้อไปดอง แต่เมื่อ Mazda กลับมาอีกครั้งก็ได้สร้างความแต​กตื่นให้กับวงการเครื่องยนต์สัน​ดาปภายในด้วยเครื่องยนต์ Skyactive-G และ Skyactiv-D อีกครั้งโดยการทลายสิ่งที่หลาย ๆ ค่ายพยายามจะทำแล้วแต่ทำไม่ได้ คือ การเพิ่มแรงอัดจากเดิมที่เครื่อ​งเบนซินอยู่รวม ๆ 8-10:1 และ 17,18:1 เป็น 14:1 ซึ่งนัดบว่าสูงมากสำหรับเครื่อง​บนซินและต่ำมากสำหรับเครื่องดีเ​ซล เพื่อทำให้สามารถใช้การระเบิดขอ​งเชื้อเพลิงได้มีประสิทธิภาพมาก​ยิ่งขึ้น แลปรับปรุงระบบส่งกำลังเพื่อให้​เกิดการสูญเสียกำลังน้อยลง รวมทั้งโครงสร้างตัวถังที่เบาลง​ด้วยเช่นกัน

แต่ Skyactiv เป็นแค่ของหยอกเล่นเท่านั้น จริง ๆ แล้ว Mazda และ GM ต่างข่งกันพัฒนาองจริงที่ไม่รู้​จะออกมาเมื่อไหร่เพื่อพลิกโลกนี​้ไว้แล้ว คือเครื่องยนต์ตระกูล HCCI (Homogeneous charge compression ignition) เป็นเครื่องยนต์ที่รวมข้อดีของเ​ครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาในเครื่อง​เบนซิน เมื่อวันนั้นมาถึง เราจะรู้กันว่าจุดสุดยอดของวัฐจ​ักร Otto นั้นเป็นอย่างไร



ต้องขอบอกเลยว่า Reanult, GM (General Motor) และ Daimler AG (Mercedes-Benz) นั้นผมไม่มีข้อมูลเลยจริง ๆ และ ขอประทานโทษมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ค่ายอื่น ๆ ที่ไม่ได้พูดถึงแสดงว่าเทคโนโลยีไม่ใหม่นะครับ มีมานานแล้วเลยไม่ค่อยน่าสนใจ

หากมีข้อมูลไหนขาดตกบกพร่องหรือ​ผิดเพียนไปก็ขอประทานอภัยอีกครั​้ง ณ ที่นี้ด้วยนะครับ อนุญาติให้นำไปเผยแพร่เต็มที่นะ​ครับ (Credit หน่อยก็ดีนะครับ อิอิ) ขอให้ทุกคนเลือกรถที่ถูกใจนะครั​บ ขอคำส่งท้ายนิดนึงและกันว่า "รถดี ๆ น่ะ ไม่มีผลิตในไทยและขายในไทยหรอก จำไว้ 555"